<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-6977176989127619054</id><updated>2011-11-27T16:43:50.511-08:00</updated><category term='อาหารเสริม'/><category term='มะเร็ง'/><category term='การป้องกันกาฬโรคปอด'/><category term='วิธีทำ เจลล้างมือ'/><category term='วิตามิน'/><category term='กาฬโรคปอด'/><category term='อาการไข้หวัด 2009'/><category term='โรคหอบหืด'/><category term='ASTHMA'/><category term='มศว.'/><category term='ศิษย์เก่า มช'/><category term='วิธีดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน'/><category term='ยาต้านไวรัสเอดส์รวมเม็ด'/><category term='วิธีป้องกันไข้หวัด 2009'/><category term='อาการกาฬโรคปอด'/><category term='ไข้หวัด 2009'/><category term='โรคแพ้อากาศ'/><category term='เบาหวาน'/><category term='ไซนัสอักเสบ'/><category term='โรคร้ายของวัยทำงาน'/><category term='แมกไซไซ'/><title type='text'>เรื่องราวสุขภาพของคนไทย</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://bangkok-health.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Get &amp;amp; Game</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17976449982140364315</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_nGsihJFpMlE/TPnecr3A8AI/AAAAAAAABNM/biK4bD3HeG4/s1600-R/game.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>9</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6977176989127619054.post-4176991727802448220</id><published>2009-10-24T00:18:00.000-07:00</published><updated>2009-10-24T00:18:47.154-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารเสริม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิตามิน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็ง'/><title type='text'>แห่บำรุงอาหารเสริม กินวิตามินบินหามะเร็ง</title><content type='html'>นักวิจัย กองทุนมะเร็งโลก เผลงานวิจัยพบว่า ในบางคนหากการกินวิตามินมากเกินไป อาจจะเท่ากับทำร้ายตนเอง เพราะทำให้เสี่ยงกับมะเร็งบางอย่างมากขึ้น...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำกล่าวเตือนว่า การกินวิตามินเพื่อบำรุงร่างกาย ไม่ได้ช่วยปัดเป่าโรคภัยอันใดเลย ตรงกันข้ามอาจทำให้เฉียดเฉี่ยวกับมะเร็งหนักขึ้นด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาสตราจารย์มาร์ติน ไวส์แมน ที่ปรึกษาทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ของกองทุนวิจัยโรคมะเร็งโลก บอกชี้ว่า ผู้ที่ชอบกินวิตามินและเกลือแร่เสริม แทนที่จะคอยกินอาหารให้ถูกส่วน นับว่ายิ่งเสี่ยงหนัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์รายวัน "เดอะ เดลี่ เอกซเปรสส์" ของอังกฤษ รายงานว่า ดร.มาร์ตินกล่าวต่อไปว่า คนหลายคนเชื่อว่า การกินอาหารเสริมต่างๆ จะช่วยให้พ้นภัยของมะเร็งได้ แต่ไม่ปรากฏมีหลักฐานยืนยันเลย ไม่ใช่คิดว่าการกินพวกอาหารเสริมในรูปเม็ดต่างๆ ร่างกายจะได้คุณประโยชน์เท่ากับการกินอาหาร ที่ให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ป้องกันมะเร็งระดับสูง ซึ่งที่จริงแล้ว การกินสารอาหารรองเหล่านี้ในปริมาณสูง เป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาอะไรได้และเป็นภัยต่อสุขภาพด้วย โดยเฉพาะวิตามิน เอกับอี อาจทำให้เจ็บป่วยลงได้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาวิจารณ์การกินวิตามินในปริมาณมากเกินไปว่า คนบางคนอาจจะเท่ากับทำร้ายตนเอง เคยมีการศึกษาแสดงผลว่า การกินอาหารเสริมในปริมาณสูง อาจจะยิ่งทำให้เสี่ยงกับมะเร็งบางอย่างมากขึ้น โดยมีหลักฐานที่เชื่อมั่นได้ว่า คอยาที่กินอาหารเสริมที่มีเบตา-แคโรทีนมากเกินไป จะยิ่งเสี่ยงกับมะเร็งปอดหนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6977176989127619054-4176991727802448220?l=bangkok-health.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bangkok-health.blogspot.com/feeds/4176991727802448220/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/10/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/4176991727802448220'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/4176991727802448220'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='แห่บำรุงอาหารเสริม กินวิตามินบินหามะเร็ง'/><author><name>Get &amp;amp; Game</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17976449982140364315</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_nGsihJFpMlE/TPnecr3A8AI/AAAAAAAABNM/biK4bD3HeG4/s1600-R/game.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6977176989127619054.post-7965240085249581014</id><published>2009-09-12T21:21:00.000-07:00</published><updated>2009-09-12T21:22:16.636-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ยาต้านไวรัสเอดส์รวมเม็ด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แมกไซไซ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ศิษย์เก่า มช'/><title type='text'>ศิษย์เก่า มช.คว้า"แมกไซไซ" 52 ผู้คิดค้นยาต้านไวรัสเอดส์รวมเม็ด</title><content type='html'>ศิษย์เก่า คณะเภสัชฯ มช. สร้างชื่อเสียงสู่สถาบัน คว้ารางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2552 ฐานะเป็นผู้คิดค้นยาต้านไวรัสเอดส์รวมเม็ดเพื่อช่วยเหลือประชาชนในประเทศต่าง ๆ              ขอแสดงความยินดีกับ ภกญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซี ศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (รหัส 13) อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2552 จาก มูลนิธิแม็กไซไซ ในฐานะเป็นผู้คิดค้นยาต้านไวรัสเอดส์รวมเม็ดเพื่อช่วยเหลือประชาชนในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในแอฟริกา โดยเข้ารับรางวัลเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา www.manager.co.th/&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6977176989127619054-7965240085249581014?l=bangkok-health.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bangkok-health.blogspot.com/feeds/7965240085249581014/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/09/52.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/7965240085249581014'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/7965240085249581014'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/09/52.html' title='ศิษย์เก่า มช.คว้า&quot;แมกไซไซ&quot; 52 ผู้คิดค้นยาต้านไวรัสเอดส์รวมเม็ด'/><author><name>Get &amp;amp; Game</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17976449982140364315</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_nGsihJFpMlE/TPnecr3A8AI/AAAAAAAABNM/biK4bD3HeG4/s1600-R/game.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6977176989127619054.post-8825682325362150279</id><published>2009-08-07T00:09:00.000-07:00</published><updated>2009-08-07T00:14:06.443-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาการกาฬโรคปอด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาฬโรคปอด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การป้องกันกาฬโรคปอด'/><title type='text'>กาฬโรคปอด</title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;กาฬโรค&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; มีลักษณะอาการแบ่งได้ใหญ่ 3 ลักษณะ คือ กาฬโรคของต่อมน้ำเหลือง (Bubonic Plague), กาฬโรคชนิดโลหิตเป็นพิษ (Septicemic Plague) และ กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague) ซึ่ง กาฬโรคปอด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบซิลไล Yersinia pestis อาจเป็นอาการแทรกซ้อนของกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง หรืออาจจะเป็นการติดเชื้อครั้งแรกอาการของ กาฬโรคปอด&lt;br /&gt;ผู้ป่วย กาฬโรคปอด จะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตัว หอบ เหนื่อยง่าย จากนั้นประมาณ 20-24 ชั่วโมง จะมีอาการทางปอดเริ่มขึ้น คือ ไอถี่ขึ้น เสมหะที่ตอนแรกจะมีลักษณะเหนียวใส จากนั้นจะกลายเป็นสีสนิม หรือแดงสด หากไม่รักษาจะเสียชีวิตภายใน 24-48 ชั่วโมง มักไม่มีปื้นแผลในปอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กาฬโรคปอด&lt;/strong&gt; ถือเป็นกาฬโรคที่อันตรายที่สุด มีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 วัน สามารถติดต่อได้ โดยมีหนูหรือหมัดหนูเป็นพาหะ หรือสัมผัสสิ่งของที่เพิ่งปนเปื้อนเชื้อโรคใหม่ๆ โดยเชื้อ กาฬโรคปอด สามารถแพร่กระจายทางอากาศ และสามารถติดต่อระหว่างคนได้ง่ายผ่านการไอ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็น กาฬโรคปอด มีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 60 หากไม่รีบรักษา สามารถเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังติดเชื้อ แต่หากวินิจฉัยโรคได้เร็ว และได้รับยารักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้เกือบร้อยละ 15 แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคน และปริมาณเชื้อที่ได้รับด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การรักษา กาฬโรคปอด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;กาฬโรคปอด สามารถรักษาได้ด้วยการทานยาปฏิชีวนะ เช่น สเตรปโตมัยซิน ( streptomycin), เตตระซัยคลิน (tetracycline) หรือ คลอแรมเฟนิคอล (chloramphenicol) เป็นเวลา 7 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การป้องกันการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1.สำรวจหนูและหมัดหนู โดยการควบคุมและกำจัดหนูในโรงเรือน และเรือสินค้ากำจัดหมัดหนูโดยใช้ยาฆ่าแมลง และป้องกันไม่ให้มีหนูมากัด&lt;br /&gt;2.อย่าไปสัมผัสกับสัตว์กัดแทะที่ป่วยตาย เช่น หนู กระรอก ถ้าจะจับไปทิ้งต้องสวมถุงมือ&lt;br /&gt;3.ให้คำแนะนำเรื่องสุขศึกษาให้กับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้รู้วิธีป้องกันโรค กาฬโรคปอด และหากมีอาการสงสัยว่า ป่วยเป็น กาฬโรคปอด ให้เข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว&lt;br /&gt;4.มีมาตรการควบคุมระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;5.ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนแออัด และทำความสะอาดชุมชนแออัดให้ดีขึ้น&lt;br /&gt;6.ผู้ที่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วย กาฬโรคปอด ควรกินยาเตตระซัยคลินสำหรับป้องกัน และใช้ถุงมือ ผ้าปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด&lt;br /&gt;7.ให้วัคซีนแก่ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค ซึ่งจะช่วยลดอัตราป่วยด้วยโรคนี้ได้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:http://www.oknation.net/blog/tommychan/2009/08/05/entry-5&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6977176989127619054-8825682325362150279?l=bangkok-health.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bangkok-health.blogspot.com/feeds/8825682325362150279/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/08/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/8825682325362150279'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/8825682325362150279'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/08/blog-post.html' title='กาฬโรคปอด'/><author><name>Get &amp;amp; Game</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17976449982140364315</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_nGsihJFpMlE/TPnecr3A8AI/AAAAAAAABNM/biK4bD3HeG4/s1600-R/game.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6977176989127619054.post-9030488904006721985</id><published>2009-07-31T23:28:00.000-07:00</published><updated>2009-07-31T23:31:12.504-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไซนัสอักเสบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคแพ้อากาศ'/><title type='text'>โรคแพ้อากาศ</title><content type='html'>&lt;strong&gt;โรคแพ้อากาศ&lt;/strong&gt; เป็นโรคแพ้อย่างหนึ่งที่พบมากในบ้านเรา เนื้อหาสั้น ๆ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบภูมิแพ้ รพ.กรุงเทพครับ&lt;br /&gt;โรคภูมิแพ้อากาศ เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ทางการหายใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อาการเด่น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;คันจมูก คันตา น้ำมูกใส&lt;br /&gt;จามบ่อย ๆ แน่นจมูก&lt;br /&gt;รู้สึกแน่นจมูกเช้า บางครั้งเจ็บคอเช้า ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ฝุ่น นุ่น ซากแมลงสาบ ละอองเกสรพืช ไรฝุ่นในที่นอนในบ้าน ขนสัตว์ เชื้อราในอากาศ&lt;br /&gt;เชื่อว่าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ โดยพบว่า ถ้าพ่อแม่เป็น ลูกมีโอกาสที่จะเป็นด้วยถึง 75 %&lt;br /&gt;สิ่งกระตุ้นให้โรคเป็นมาก คือการได้รับสัมผัส การเปลี่ยนแปลงของอากาศ สุขภาพอ่อนแอ ความเครียด&lt;br /&gt;อาการที่พบร่วมบ่อย&lt;br /&gt;อาจพบ หอบหืด ลมพิษ แพ้อาหาร คันตา ตาอักเสบ ร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การดูแลตนเอง&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ&lt;br /&gt;ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน&lt;br /&gt;รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ&lt;br /&gt;หลีกเลี่ยงความเครียด&lt;br /&gt;ใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควรใช้ยาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การดูแลสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;กำจัดฝุ่นละอองและตัวไรในห้องนอน&lt;br /&gt;ทำความสะอาดห้องนอนทุกวัน&lt;br /&gt;จัดห้องนอนให้โล่ง มีเครื่องตกแต่งน้อยชิ้นที่สุด&lt;br /&gt;หลีกเลี่ยงวัสดุที่ทำจากขนสัตว์ นุ่น&lt;br /&gt;หลีกเลี่ยงการใช้พรม&lt;br /&gt;ที่นอน หมอน ควรนำออกตากแดดทุกสัปดาห์&lt;br /&gt;ผ้าคลุมที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม มุ้ง ผ้าคลุมเตียง ควรทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง&lt;br /&gt;เก็บหนังสือและเสื้อผ้า ในตู้ที่ปิดมิดชิด&lt;br /&gt;ใช้วัสดุที่เป็นใยสังเคราะห์ หรือฟองน้ำ&lt;br /&gt;กำจัดแหล่งที่อยู่ของแมลงสาบ และแมลงอื่น ๆในบ้าน&lt;br /&gt;ลดปริมาณละอองเกสรดอกไม้ หญ้า&lt;br /&gt;หลีกเลี่ยงการนำดอกไม้สด หรือต้นไม้ไว้ในบ้าน&lt;br /&gt;ตัดหญ้าและวัชพืชออก&lt;br /&gt;ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดหรือนำสัตว์เลี้ยงมาใว้ในบ้าน&lt;br /&gt;กำจัดเชื้อรา&lt;br /&gt;อย่าให้เกิดความชื้นหรืออับทึบ กำจัดแหล่งเชื้อรา เช่น ห้องน้ำ กระถางต้นไม้ ห้องครัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.thaihealth.net/h/article289.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6977176989127619054-9030488904006721985?l=bangkok-health.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bangkok-health.blogspot.com/feeds/9030488904006721985/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/07/blog-post_1021.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/9030488904006721985'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/9030488904006721985'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/07/blog-post_1021.html' title='โรคแพ้อากาศ'/><author><name>Get &amp;amp; Game</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17976449982140364315</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_nGsihJFpMlE/TPnecr3A8AI/AAAAAAAABNM/biK4bD3HeG4/s1600-R/game.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6977176989127619054.post-6222491573994746328</id><published>2009-07-31T21:10:00.000-07:00</published><updated>2009-07-31T21:12:45.506-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ASTHMA'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคหอบหืด'/><title type='text'>โรคหอบหืด คืออะไร</title><content type='html'>โรคหอบหืด คืออะไร ? (สสส.) ชื่อโรคนี้เรียกตามอาการของคนไข้ โดยอาการหอบหืดเกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลม ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลงปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดลม คือ การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลม การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม เสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลม แท้จริงแล้วเป็นผลจากอักเสบของเยื่อบุหลอดลม การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังเกิดจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรงเกินเหตุ โรคนี้ต่างกับโรคอื่นๆ คนไข้บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก และอาจเสียชีวิตได้ ภาวะที่กระตุ้นให้โรคกำเริบก็ต่างกันในแต่ละคนไข้ ตัวอย่างของภาวะหรือสิ่งที่กระตุ้นให้โรคกำเริบ คือ การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลม ภาวะติดเชื้อ โพรงจมูกอักเสบ กลิ่นน้ำหอม ยาฆ่าแมลง กลิ่นอับ กลิ่นท่อไอเสีย กลิ่นบุหรี่ ภาวะอากาศเปลี่ยน การออกกำลังกาย โรคทางเดินอาหารบางโรค ภาวะแพ้ยา สารสี สารเคมีต่างๆ และภาวะเครียด ในเด็กที่เป็นโรคหอบหืดส่วนใหญ่ สองในสามจะมีภาวะภูมิแพ้ด้วย แต่ในผู้ใหญ่ต่างกันที่ส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะภูมิแพ้ โดยความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้คือ คนมักเข้าใจว่า โรคหอบหืดเป็นผลจากภาวะภูมิแพ้เสมอไป โรคนี้คนเป็นกันมาก ตามสถิติแล้วมีผู้ป่วยเป็นโรคหอบหืดประมาณ 10-13% ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในเด็กชายเป็นมากกว่าเด็กหญิงเล็กน้อย การวินิจฉัยโรคหอบหืดในเด็กทั่วไปแล้วจะยากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กจำนวนไม่น้อยมีอาการอื่นร่วมด้วย เด็กบางคนไม่มีอาการหอบเลยก็ได้ ส่วนใหญ่ประวัติการเจ็บป่วยของเด็กจะไม่ค่อยสมบูรณ์เพราะข้อมูลได้มาจากแม่เด็ก พี่เลี้ยง ครูที่โรงเรียน หรือตัวเด็กเอง อาการสำคัญคือ ไอตอนเช้า กลางคืนตอนดึก ไอเวลาวิ่งเล่น หรือหลังวิ่งเล่น คัดจมูก น้ำมูกไหลร่วมด้วย ในเด็กเล็กที่หอบจากมีสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคหอบหืด เช่น โรคหัวใจ โรคติดเชื้อในปอด สารแปลกปลอม ถั่ว ข้าวโพดคั่วติดในหลอดลม หรือโรคทางเดินอาหารบางชนิด การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้โรคหอบหืดกำเริบ ส่วนใหญ่ของเชื้อจะเป็นไวรัสที่ติดมาจากโรงเรียน หรือที่ชุมชน เด็กจำนวนมากที่แพ้สารต่างๆ เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา แมลงสาบ และอื่นๆ จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบให้แน่นอน การรักษาโรคหอบหืดจะต่างกันในคนไข้แต่ละคน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค อายุคนไข้ และภาวะที่เกิดร่วมกับโรคหอบหืด เช่น ภาวะภูมิแพ้ หรือโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง โดยทั่วๆ ไป แนวทางรักษาที่ยอมรับโดยผู้เชี่ยวชาญมีอยู่ 4 ข้อดังนี้ แนะนำให้ใช้การตรวจสอบสมรรถภาพของปอด เพื่อบ่งชี้ความรุนแรงของโรค และเพื่อติดตามวัดผลการรักษา การใช้ยาเพื่อลดการอักเสบ หรือป้องกันการอักเสบของเยื่อบุหลอดลมร่วมกับการใช้ยา เพื่อคลายกล้ามเนื้อรอบหลอดลมที่หดตัว การควบคุมภาวะแวดล้อมต่างๆ โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย รวมถึงการรักษาเฉพาะเจาะจงในภาวะภูมิแพ้ ต้องให้ความรู้คนไข้ และครอบครัวเกี่ยวกับโรคหอบหืด และการปฏิบัติตน เช่น เลิกสูบบุหรี่ วิธีการออกกำลังกาย และวิธีใช้ยาที่ถูกต้อง การรักษาอย่างต่อเนื่องสำคัญที่สุดในโรคหอบหืด คนไข้ส่วนใหญ่ หรือแพทย์ส่วนใหญ่จะมองข้ามจุดสำคัญนี้ ทำให้ผลการรักษาไม่เป็นที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่าย คนไข้ก็ว่าไม่หายสักที หมอก็ว่าคนไข้ไม่รู้เรื่องไม่ทำตามสั่งผลการรักษาที่ควรเกิดขึ้นมีดังนี้ สมรรถภาพปอดดีขึ้น คนไข้สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ หรือเกือบปกติ รวมทั้งการออกกำลังกาย อาการเรื้อรังที่น่าเบื่อหน่วยสำหรับคนไข้สิ้นสลายไปอาการ เช่น ไอ หายใจขัด แน่นหน้าอก ป้องกันการกำเริบของโรคได้ ผลข้างเคียงจากยาควรจะไม่มี หรือมีน้อยที่สุด ความเข้าใจที่สำคัญมาก คือ การอักเสบของเยื่อบุหลอดลมในโรคหอบหืดนี้เป็นการอักเสบอย่างเรื้อรัง ต่อเนื่องที่กำเริบได้เป็นระยะ แม้เวลาที่คนไข้รู้สึกดี ไม่มีอาการไอ หรือหอบ ภาวะการอักเสบนี้ยังคงอยู่ตลอดเวลายาหลักที่ใช้ในการรักษา ยาต้านการอักเสบ ยาสเตียรอยด์ เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาโรคหอบหืดสำหรับผู้ป่วยเด็ก และผู้ใหญ่ ยานี้มีทั้งรูปแบบยาเม็ดสำหรับรับประทาน และรูปแบบพ่นเข้าสู่หลอดลมโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยาในรูปแบบพ่นถือได้ว่าเป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาของคนไข้หอบหืดเรื้อรัง และมีความปลอดภัยสูง เพราะปริมาณยาที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงใดๆ จากการใช้ยานี้ ส่วนยาในรูปแบบรับประทานจะใช้รับประทาน เมื่อมีอาการกำเริบอย่างรุนแรงหรือไม่สามารถจะพ่นยาได้ และจะใช้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น คือ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่หากรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจพบผลข้างเคียงขึ้นได้เช่น น้ำหนักตัวเพิ่ม ความดันโลหิตสูง ตาเป็นต้อ กระดูกผุ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และบวมตามที่ต่างๆ โครโมลิน และนิโดโครมิล เป็นยาพ่นที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน และลดการอักเสบที่จะเกิดขึ้นจากการออกกำลังกาย หรืออากาศเปลี่ยน ยาขยายหลอดลม ยาประเภทนี้จะช่วยขยาย หรือคลายกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลมที่หดเกร็งตัว ยากลุ่มเบต้าอะโกนิส ที่ใช้แพร่หลายคือยาพ่นแบบน้ำ และแบบผง อีกทั้งยังมียาเม็ด และยาน้ำในรูปแบบรับประทาน รวมทั้งรูปแบบที่ใช้กับเครื่องปั๊ม ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการขยายหลอดลมสูง นิยมใช้ในคนไข้ที่มีอาการกำเริบเฉียบพลัน แต่ไม่ควรใช้ติดต่อเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงในภายหลัง เพราะไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริงของโรคหอบหืด ยากลุ่มแซนทีน ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และขยายหลอดลม สำหรับใช้ในคนไข้หอบหืดเรื้อรัง ในปัจจุบันจะพบได้ทั้งยาฉีดยาน้ำ และยาเม็ด ทั้งรูปแบบธรรมดา เพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับประทาน ผลข้างเคียงพบได้น้อย มีความปลอดภัยสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://health.kapook.com/view400.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6977176989127619054-6222491573994746328?l=bangkok-health.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bangkok-health.blogspot.com/feeds/6222491573994746328/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/07/blog-post_31.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/6222491573994746328'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/6222491573994746328'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/07/blog-post_31.html' title='โรคหอบหืด คืออะไร'/><author><name>Get &amp;amp; Game</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17976449982140364315</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_nGsihJFpMlE/TPnecr3A8AI/AAAAAAAABNM/biK4bD3HeG4/s1600-R/game.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6977176989127619054.post-749474237048047705</id><published>2009-07-27T18:37:00.000-07:00</published><updated>2009-07-27T18:40:26.830-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาการไข้หวัด 2009'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิธีป้องกันไข้หวัด 2009'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไข้หวัด 2009'/><title type='text'>วิธีป้องกันไข้หวัด 2009</title><content type='html'>ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) กำลังขยายตัวไปทั่วโลก และขณะนี้ประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษา และสถานประกอบการ ซึ่งอาจแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีอาการคล้ายกันกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ส่วนใหญ่มีอาการน้อยและหายได้โดยไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          สำหรับผู้ป่วยจำนวนไม่มากในต่างประเทศที่เสียชีวิต มักเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน เป็นต้น ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ โรคอ้วน ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และหญิงมีครรภ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          สำหรับวิธีการติดต่อและวิธีการป้องกันโรค จะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ธรรมดา กระทรวงสาธารณสุข จึงขอให้คำแนะนำในการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;   คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          1. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          2. ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้อื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          3. ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มน้ำมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          5. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          6. ติดตามคำแนะนำอื่นๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          &lt;strong&gt;คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          1. หากมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูง ไม่ซึม และรับประทานอาหารได้ สามารถรักษาตามอาการด้วยตนเองที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ควรใช้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          2. ควรหยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          3. สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่กับผู้อื่น หรือใช้กระดาษทิชชู ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          4. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ โดยเฉพาะหลังการไอ จาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          5. หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;   คำแนะนำสำหรับสถานศึกษา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          1. แนะนำให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้านหรือหอพัก หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          2. ตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่ขาดเรียนในแต่ละวัน หากพบขาดเรียนผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          3. แนะนำให้นักเรียนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา 7 วัน ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          4. หากสถานศึกษาสามารถให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ทุกคนหยุดเรียนได้ ก็จะป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้ดี และไม่จำเป็นต้องปิดสถานศึกษา แต่หากจะพิจารณาปิดสถานศึกษา ควรหารือร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะเรียน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 - 2 ครั้ง จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่อย่างเพียงพอ ในบางวันควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         &lt;strong&gt; คำแนะนำสำหรับสถานประกอบการและสถานที่ทำงาน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          1. แนะนำให้พนักงานที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้าน หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          2. ตรวจสอบจำนวนพนักงานที่ขาดงานในแต่ละวัน หากพบขาดงานผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในแผนกเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          3. แนะนำให้พนักงานที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา 7 วัน ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          4. ในสถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่แนะนำให้ปิดสถานประกอบการหรือสถานที่ทำงาน เพื่อการป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะทำงาน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกทั่วไปเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 - 2 ครั้ง จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่อย่างเพียงพอ ในบางวันควรเปิดประตู หน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          6. ควรจัดทำแผนการประคองกิจการในสถานประกอบการและสถานที่ทำงาน เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง หากเกิดการระบาดใหญ่ (ดูรายละเอียดในเว็บไซต์ของสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค http://beid.ddc.moph.go.th)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.thaihealth.or.th&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6977176989127619054-749474237048047705?l=bangkok-health.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bangkok-health.blogspot.com/feeds/749474237048047705/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/07/2009.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/749474237048047705'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/749474237048047705'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/07/2009.html' title='วิธีป้องกันไข้หวัด 2009'/><author><name>Get &amp;amp; Game</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17976449982140364315</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_nGsihJFpMlE/TPnecr3A8AI/AAAAAAAABNM/biK4bD3HeG4/s1600-R/game.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6977176989127619054.post-7845025774115114664</id><published>2009-07-26T21:18:00.000-07:00</published><updated>2009-07-26T21:20:13.026-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคร้ายของวัยทำงาน'/><title type='text'>8 โรคร้ายของวัยทำงาน</title><content type='html'>ถ้ากายป่วยกระเสาะกระแสะ ประสิทธิภาพในการทำงานก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา หลังจากขะมักเขม้น คร่ำเคร่ง เรียนรู้เรื่องการพัฒนาตัวเอง พัฒนางาน พัฒนาองค์กร แล้วก็อย่าลืมเรียนรู้เรื่องร่างกายของตัวเองด้วยล่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่อยากจะตรวจสอบ เช็กสภาพร่างกายตามโรงพยาบาลก็ลองอ่านกันดู หนังสือ8 โรคร้ายของวัยทำงาน หรือ Working Syndrome เขียนโดย พ.ญ.ชัญวลี ศรีสุโข แพทย์นักเขียน เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเรียนรู้โรคภัยที่น่าสนใจเล่มหนึ่ง เพราะแม้ว่าผู้เขียนจะเป็นหมอ แต่เธอเองก็ยอมรับว่าทำงานติดพันเสียจนเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เคยเป็นไมเกรนตั้งแต่ตอนอายุ 14 รวมทั้งมีอาการปวดกล้ามเนื้อปวดคอปวดข้ออยู่เป็นประจำ แล้ว 8 โรคร้ายที่ควรพึงระวังของบุรุษ สตรี วัยทำงานมีอะไรบ้าง ? โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนออกมาด้วย โรคปวดหัวไมเกรน ทำงานเครียดปวดหัวมากเหมือนมีอะไรเต้นตุบๆ อยู่ภายใน โรคนิ้วล็อก นิ้วเหยียดไม่ออก กำมือไม่ได้ โรคกรดไหลย้อนกลับ มีอาการเสียวแปลบที่หน้าอกซ้าย จุกไปถึงด้านหลัง โรคริดสีดวงทวารหนัก อย่าไปล้อเล่นกับมัน เพราะมันอาจทำให้ คุณเสียชีวิตได้ โรคปวดกล้ามเนื้อและข้อ หากปวดไหล่จนยกของหรือใช้แขนไม่ได้ต้องไปหาหมอ เพราะมันเกี่ยวพันกับกระดูกต้นคอ โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน จะมีอาการปวดหลังและร้าวมาที่ขาทั้งสองข้าง ปวดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก หรือปวดจนเดินไม่ได้ และโรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด ซึ่งกำลังกลายเป็นโรคยอดนิยมของคนเมือง ทุกโรคนั้น พ.ญ.ชัญวลีให้ราย ละเอียดกระจ่าง หากสงสัยอาการตัวเองว่าเข้าข่ายหรือไม่ก็สามารถเอาไปเปรียบเทียบได้ เธอยังบอกถึงการรักษาด้วยยา หรืออาจจะแบบธรรมชาติบำบัด หรือบางโรคสามารถรักษาด้วยตัวเอง พร้อมทั้งแนะนำวิธีป้องกันด้วย อย่างที่ว่ากัน สุขภาพดีไม่มีวางขาย ต้องเรียนรู้ ป้องกัน หรือรักษาด้วยตัวเอง หรือผู้รู้ หากรู้ก่อนป้องกันก่อน การพลาดท่าให้โรคต่างๆ ย่อมน้อยลง คอลัมน์ book is capital &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จาก:sanook.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6977176989127619054-7845025774115114664?l=bangkok-health.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bangkok-health.blogspot.com/feeds/7845025774115114664/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/07/8.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/7845025774115114664'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/7845025774115114664'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/07/8.html' title='8 โรคร้ายของวัยทำงาน'/><author><name>Get &amp;amp; Game</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17976449982140364315</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_nGsihJFpMlE/TPnecr3A8AI/AAAAAAAABNM/biK4bD3HeG4/s1600-R/game.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6977176989127619054.post-6251292561006584141</id><published>2009-07-26T21:15:00.000-07:00</published><updated>2009-07-26T21:18:20.773-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิธีทำ เจลล้างมือ'/><title type='text'>อย.แนะวิธีทำ เจลล้างมือ ใช้เอง</title><content type='html'>นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า การล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค เป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยใช้สบู่เหลวหรือสบู่ก้อนกับน้ำก็สามารถล้างได้อย่างหมดจด สำหรับกรณีที่ไม่สะดวกใช้น้ำ เช่น เดินทาง หรือไปในที่ที่ไม่สะดวกล้างมือด้วยน้ำ ก็สามารถใช้เจลล้างมือชนิดไม่ใช้น้ำเป็นทางเลือกเสริมได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นพ.พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากต้องการใช้เจลล้างมือชนิดไม่ใช้น้ำในปริมาณมาก เช่น สมาชิกครอบครัวขนาดใหญ่ หรือสำนักงานและโรงงานที่มีคนงานจำนวนมาก เพื่อเป็นการประหยัดก็สามารถทำเองได้ง่ายๆ โดย เตรียมอุปกรณ์ สารเคมี ดังนี้  อุปกรณ์ ถัง หม้อสแตนเลส หรือพลาสติก ขนาดบรรจุ 1.5 ลิตร ไม้พาย ถ้วยตวงขนาดบรรจุ 1 ลิตร (1,000 มล.) สารเคมี เอธิลแอลกอฮอล์ ปริมาณ 740 มล. กลีเซอรีน 10 มล. น้ำ 245 มล. น้ำหอม 5 มล. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการผสม เตรียมสารละลายน้ำหอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ตวงเอธิลแอลกอฮอล์ ปริมาณ 40 มล. โดยใช้ถ้วยตวงที่เตรียมไว้&lt;br /&gt;2. เติมน้ำหอม ปริมาณ 5 มล. ลงไป&lt;br /&gt;3. เติมกลีเซอรีน ปริมาณ 10 มล. ลงไป&lt;br /&gt;4. กวนด้วยพายจนสารผสมเข้ากันดี ได้สารละลายใส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การผสมผลิตภัณฑ์นำเอธิลแอลกอฮอล์ที่เหลือ ปริมาณ 700 มล. ใส่ในถัง หม้อสแตนเลส หรือพลาสติก ขนาดบรรจุ 1.5 ลิตร เติมสารละลายน้ำหอมที่เตรียมไว้ลงไป กวนด้วยพายจนสารผสมเข้ากันดี จากนั้นเติมน้ำ ปริมาณ 245 มล. ลงไป กวนด้วยพายจนสารผสมเข้ากันได้ วิธีการง่ายๆ เท่านี้ ก็จะได้เจลล้างมือไปใช้เองในราคาที่ประหยัดอีกด้วย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก sanook.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6977176989127619054-6251292561006584141?l=bangkok-health.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bangkok-health.blogspot.com/feeds/6251292561006584141/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/07/blog-post_26.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/6251292561006584141'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/6251292561006584141'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/07/blog-post_26.html' title='อย.แนะวิธีทำ เจลล้างมือ ใช้เอง'/><author><name>Get &amp;amp; Game</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17976449982140364315</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_nGsihJFpMlE/TPnecr3A8AI/AAAAAAAABNM/biK4bD3HeG4/s1600-R/game.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6977176989127619054.post-7140883651528402679</id><published>2009-07-25T23:17:00.000-07:00</published><updated>2009-07-25T23:18:25.805-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เบาหวาน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิธีดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มศว.'/><title type='text'>วิธีดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน</title><content type='html'>คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมศว เจ๋ง! ค้นพบวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานมีแผลเรื้อรังได้สำเร็จรายแรกของโลก  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มศว ค้นพบวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนเป็นแผลเรื้อรังที่เท้าได้สำเร็จครั้งแรกของโลก โดยผู้ป่วยไม่ต้องสูญเสียนิ้วเท้า-ขา เผยประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องตัดนิ้วเท้า ตัดเท้า ตัดขาเกือบ 40,000 คนต่อปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;       ผศ.นพ. ณรงค์ชัย ยิ่งศักดิ์มงคล แพทย์ศัลยกรรมทั่วไป ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องวิธีใหม่ในการรักษาแผลที่เท้าในผู้ป่วยโรคเบาหวาน กล่าวถึงความสำเร็จที่ค้นพบวิธีรักษาแผลที่เรื้อรังที่เท้าผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยไม่ต้องสูญเสียนิ้วเท้าหรือขา ว่า ด้วยการใช้ยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 ผสมในน้ำเกลือฉีดเข้าสู่เส้นเลือดภายใน 4 – 6 ชั่วโมง โดยฉีดวันละครั้ง ติดต่อกัน1 คอร์ส ซึ่งใช้เวลา 5 วัน จากนั้นจะดูผลประมาณ 1 สัปดาห์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็ให้ยาเป็นคอร์สที่ 2 อาการจะเริ่มดีขึ้น ผู้ป่วยบางรายใช้ยาคอร์สเดียวก็จะมีอาการดีขึ้น บางรายอาจจะต้องใช้ถึง 2 คอร์ส อาการดีขึ้นของผู้ป่วยจะเริ่มจากภาวการณ์อักเสบดีขึ้น ภาวะเนื้อที่ตายเริ่มดีขึ้น มีที่งอกขึ้นเนื้อใหม่เพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สำหรับจุดเด่นของการให้ยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนเป็นแผลเรื้อรัง เมื่อให้ยาผู้ป่วยไปสู่เนื้อเยื้อตัวยาจะแตกตัวเป็นออกซิเจน ซึ่งออกซิเจนจะไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวที่อยู่บริเวณบาดแผล เริ่มเข็งแรงขึ้น เมื่อเม็ดเลือดขาวบริเวณแผลแข็งแรงขึ้น มันก็เก็บกินเชื้อโรคและเนื้อที่ตาย จึงทำให้แผลเริ่มหายอาการอักเสบติดเชื้อมีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ตัวยาดังกล่าวยังไปกระตุ้นเซลล์ที่สร้างหลอดเลือดและกระตุ้นเซลล์ที่สร้างเนื้อเยื่อ แผลที่ลึกๆ ก็จะตื้นขึ้น มีเนื้อแดงงอกขึ้นมาใหม่แผลจะค่อยๆ หายภายใน 2 เดือน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ผศ.นพ.ณรงค์ชัย กล่าวอีกว่า แม้ยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 จะเป็นยานำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี ซึ่งหลายคนอาจจะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยต้องเดินทางไปทำแผลทุกวัน เป็นเดือนเป็นปี ล้วนแล้วแต่เป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น บางคนต้องหยุดงาน ญาติพี่น้องต้องพาไปรักษา และยังต้องซื้อยาชนิดอื่นๆ มารักษา และถ้าอาการไม่ดีขึ้น แพทย์ก็จะตัดสินใจตัดอวัยวะส่วนที่เป็นแผลออก ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไข้กลัวและมีความทุกข์มาก แต่ถ้าใช้วิธีรักษาโดยการให้ยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 ผู้ป่วยจะใช้จ่าย 20,000 บาทต่อ 1 คอร์ส ส่วนผลข้างเคียงเมื่อใช้ยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 อาจจะมีภาวะเลือดจางบ้างเล็กน้อย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       งานวิจัยชิ้นถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกของโลก เพราะยังไม่มีการทำวิจัยโดยนำยาชนิดนี้มารักษาแผลเรื้อรังที่เกิดจากโรคเบาหวาน โดยปกติยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 จะนำไปใช้ในผู้ป่วยที่เกิดอาการอักเสบเรื้อรังในผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งและทำการฉายแสง ในปัจจุบันมีการนำตัวยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 ไปใช้ร่วมกับเคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับอ่อน และมะเร็งต่อมลูกหมาก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ส่วนผู้ป่วยโรคเบาหวานท่านใดสนใจ และต้องการรักษาด้วยวิธีการใช้ยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 สามารถติดต่อมาได้ที่ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โทร.037-395-085-6 ต่อ 11215 ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวน 4 ล้านคน ผู้ป่วยจำนวนมากรักษาแผลเป็นปี ๆ ยังไม่หายสุดท้ายต้องตัดนิ้วเท้า นิ้วมือและถ้าแผลลามไปเรื่อยๆ ก็ต้องตัดไปเรื่อยๆ ในเมืองไทยปีหนึ่งๆ มีผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องตัดนิ้วเท้า ตัดเท้า ตัดขาเกือบ 40,000 คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000078278&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6977176989127619054-7140883651528402679?l=bangkok-health.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://bangkok-health.blogspot.com/feeds/7140883651528402679/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/07/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/7140883651528402679'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6977176989127619054/posts/default/7140883651528402679'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://bangkok-health.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='วิธีดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน'/><author><name>Get &amp;amp; Game</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17976449982140364315</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='26' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_nGsihJFpMlE/TPnecr3A8AI/AAAAAAAABNM/biK4bD3HeG4/s1600-R/game.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
