แห่บำรุงอาหารเสริม กินวิตามินบินหามะเร็ง

|

นักวิจัย กองทุนมะเร็งโลก เผลงานวิจัยพบว่า ในบางคนหากการกินวิตามินมากเกินไป อาจจะเท่ากับทำร้ายตนเอง เพราะทำให้เสี่ยงกับมะเร็งบางอย่างมากขึ้น...


แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำกล่าวเตือนว่า การกินวิตามินเพื่อบำรุงร่างกาย ไม่ได้ช่วยปัดเป่าโรคภัยอันใดเลย ตรงกันข้ามอาจทำให้เฉียดเฉี่ยวกับมะเร็งหนักขึ้นด้วยซ้ำ

ศาสตราจารย์มาร์ติน ไวส์แมน ที่ปรึกษาทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ของกองทุนวิจัยโรคมะเร็งโลก บอกชี้ว่า ผู้ที่ชอบกินวิตามินและเกลือแร่เสริม แทนที่จะคอยกินอาหารให้ถูกส่วน นับว่ายิ่งเสี่ยงหนัก

หนังสือพิมพ์รายวัน "เดอะ เดลี่ เอกซเปรสส์" ของอังกฤษ รายงานว่า ดร.มาร์ตินกล่าวต่อไปว่า คนหลายคนเชื่อว่า การกินอาหารเสริมต่างๆ จะช่วยให้พ้นภัยของมะเร็งได้ แต่ไม่ปรากฏมีหลักฐานยืนยันเลย ไม่ใช่คิดว่าการกินพวกอาหารเสริมในรูปเม็ดต่างๆ ร่างกายจะได้คุณประโยชน์เท่ากับการกินอาหาร ที่ให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ป้องกันมะเร็งระดับสูง ซึ่งที่จริงแล้ว การกินสารอาหารรองเหล่านี้ในปริมาณสูง เป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาอะไรได้และเป็นภัยต่อสุขภาพด้วย โดยเฉพาะวิตามิน เอกับอี อาจทำให้เจ็บป่วยลงได้จริง


เขาวิจารณ์การกินวิตามินในปริมาณมากเกินไปว่า คนบางคนอาจจะเท่ากับทำร้ายตนเอง เคยมีการศึกษาแสดงผลว่า การกินอาหารเสริมในปริมาณสูง อาจจะยิ่งทำให้เสี่ยงกับมะเร็งบางอย่างมากขึ้น โดยมีหลักฐานที่เชื่อมั่นได้ว่า คอยาที่กินอาหารเสริมที่มีเบตา-แคโรทีนมากเกินไป จะยิ่งเสี่ยงกับมะเร็งปอดหนัก

ที่มา:หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ศิษย์เก่า มช.คว้า"แมกไซไซ" 52 ผู้คิดค้นยาต้านไวรัสเอดส์รวมเม็ด

|

ศิษย์เก่า คณะเภสัชฯ มช. สร้างชื่อเสียงสู่สถาบัน คว้ารางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2552 ฐานะเป็นผู้คิดค้นยาต้านไวรัสเอดส์รวมเม็ดเพื่อช่วยเหลือประชาชนในประเทศต่าง ๆ ขอแสดงความยินดีกับ ภกญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซี ศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (รหัส 13) อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2552 จาก มูลนิธิแม็กไซไซ ในฐานะเป็นผู้คิดค้นยาต้านไวรัสเอดส์รวมเม็ดเพื่อช่วยเหลือประชาชนในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในแอฟริกา โดยเข้ารับรางวัลเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมา


ที่มา www.manager.co.th/

กาฬโรคปอด

|

กาฬโรค มีลักษณะอาการแบ่งได้ใหญ่ 3 ลักษณะ คือ กาฬโรคของต่อมน้ำเหลือง (Bubonic Plague), กาฬโรคชนิดโลหิตเป็นพิษ (Septicemic Plague) และ กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague) ซึ่ง กาฬโรคปอด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบซิลไล Yersinia pestis อาจเป็นอาการแทรกซ้อนของกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง หรืออาจจะเป็นการติดเชื้อครั้งแรกอาการของ กาฬโรคปอด
ผู้ป่วย กาฬโรคปอด จะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตัว หอบ เหนื่อยง่าย จากนั้นประมาณ 20-24 ชั่วโมง จะมีอาการทางปอดเริ่มขึ้น คือ ไอถี่ขึ้น เสมหะที่ตอนแรกจะมีลักษณะเหนียวใส จากนั้นจะกลายเป็นสีสนิม หรือแดงสด หากไม่รักษาจะเสียชีวิตภายใน 24-48 ชั่วโมง มักไม่มีปื้นแผลในปอด

กาฬโรคปอด ถือเป็นกาฬโรคที่อันตรายที่สุด มีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 วัน สามารถติดต่อได้ โดยมีหนูหรือหมัดหนูเป็นพาหะ หรือสัมผัสสิ่งของที่เพิ่งปนเปื้อนเชื้อโรคใหม่ๆ โดยเชื้อ กาฬโรคปอด สามารถแพร่กระจายทางอากาศ และสามารถติดต่อระหว่างคนได้ง่ายผ่านการไอ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็น กาฬโรคปอด มีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 60 หากไม่รีบรักษา สามารถเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังติดเชื้อ แต่หากวินิจฉัยโรคได้เร็ว และได้รับยารักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้เกือบร้อยละ 15 แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคน และปริมาณเชื้อที่ได้รับด้วย

การรักษา กาฬโรคปอด
กาฬโรคปอด สามารถรักษาได้ด้วยการทานยาปฏิชีวนะ เช่น สเตรปโตมัยซิน ( streptomycin), เตตระซัยคลิน (tetracycline) หรือ คลอแรมเฟนิคอล (chloramphenicol) เป็นเวลา 7 วัน

การป้องกันการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด
1.สำรวจหนูและหมัดหนู โดยการควบคุมและกำจัดหนูในโรงเรือน และเรือสินค้ากำจัดหมัดหนูโดยใช้ยาฆ่าแมลง และป้องกันไม่ให้มีหนูมากัด
2.อย่าไปสัมผัสกับสัตว์กัดแทะที่ป่วยตาย เช่น หนู กระรอก ถ้าจะจับไปทิ้งต้องสวมถุงมือ
3.ให้คำแนะนำเรื่องสุขศึกษาให้กับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้รู้วิธีป้องกันโรค กาฬโรคปอด และหากมีอาการสงสัยว่า ป่วยเป็น กาฬโรคปอด ให้เข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว
4.มีมาตรการควบคุมระหว่างประเทศ
5.ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนแออัด และทำความสะอาดชุมชนแออัดให้ดีขึ้น
6.ผู้ที่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วย กาฬโรคปอด ควรกินยาเตตระซัยคลินสำหรับป้องกัน และใช้ถุงมือ ผ้าปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด
7.ให้วัคซีนแก่ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค ซึ่งจะช่วยลดอัตราป่วยด้วยโรคนี้ได้มาก


ที่มา:http://www.oknation.net/blog/tommychan/2009/08/05/entry-5

โรคแพ้อากาศ

|

โรคแพ้อากาศ เป็นโรคแพ้อย่างหนึ่งที่พบมากในบ้านเรา เนื้อหาสั้น ๆ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบภูมิแพ้ รพ.กรุงเทพครับ
โรคภูมิแพ้อากาศ เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ทางการหายใจ

อาการเด่น
คันจมูก คันตา น้ำมูกใส
จามบ่อย ๆ แน่นจมูก
รู้สึกแน่นจมูกเช้า บางครั้งเจ็บคอเช้า ๆ

สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย
ฝุ่น นุ่น ซากแมลงสาบ ละอองเกสรพืช ไรฝุ่นในที่นอนในบ้าน ขนสัตว์ เชื้อราในอากาศ
เชื่อว่าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ โดยพบว่า ถ้าพ่อแม่เป็น ลูกมีโอกาสที่จะเป็นด้วยถึง 75 %
สิ่งกระตุ้นให้โรคเป็นมาก คือการได้รับสัมผัส การเปลี่ยนแปลงของอากาศ สุขภาพอ่อนแอ ความเครียด
อาการที่พบร่วมบ่อย
อาจพบ หอบหืด ลมพิษ แพ้อาหาร คันตา ตาอักเสบ ร่วมกัน

การดูแลตนเอง
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน
รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ
หลีกเลี่ยงความเครียด
ใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควรใช้ยาเอง

การดูแลสิ่งแวดล้อม
กำจัดฝุ่นละอองและตัวไรในห้องนอน
ทำความสะอาดห้องนอนทุกวัน
จัดห้องนอนให้โล่ง มีเครื่องตกแต่งน้อยชิ้นที่สุด
หลีกเลี่ยงวัสดุที่ทำจากขนสัตว์ นุ่น
หลีกเลี่ยงการใช้พรม
ที่นอน หมอน ควรนำออกตากแดดทุกสัปดาห์
ผ้าคลุมที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม มุ้ง ผ้าคลุมเตียง ควรทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง
เก็บหนังสือและเสื้อผ้า ในตู้ที่ปิดมิดชิด
ใช้วัสดุที่เป็นใยสังเคราะห์ หรือฟองน้ำ
กำจัดแหล่งที่อยู่ของแมลงสาบ และแมลงอื่น ๆในบ้าน
ลดปริมาณละอองเกสรดอกไม้ หญ้า
หลีกเลี่ยงการนำดอกไม้สด หรือต้นไม้ไว้ในบ้าน
ตัดหญ้าและวัชพืชออก
ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดหรือนำสัตว์เลี้ยงมาใว้ในบ้าน
กำจัดเชื้อรา
อย่าให้เกิดความชื้นหรืออับทึบ กำจัดแหล่งเชื้อรา เช่น ห้องน้ำ กระถางต้นไม้ ห้องครัว

http://www.thaihealth.net/h/article289.html

 

©2009 เรื่องราวสุขภาพของคนไทย | Template Blue by TNB